โยเกิร์ต

ข้อควรรู้ของ โยเกิร์ต อาหารเพื่อสุขภาพ ที่คนรักสุขภาพต้องไม่พลาด

การที่คุณจะเลือกโยเกิร์ต ดี ๆ สักตัว เพื่อให้การกินของคุณมีประโยชน์และคุณแบบเน้น ๆ บอกเลยว่าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ยี่ห้อที่มีคุณประโยชน์เหมาะสม, ช่วงเวลาที่กิน, วันหมดอายุ, การจัดเก็บ และอื่น ๆ ซึ่งในวันนี้เราได้ทำการรวบรวม “ข้อควรรู้” เกี่ยวกับการกินโยเกิร์ตมาฝาก เพื่อให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากการกินเพียงแค่ 1 ครั้งต่อวัน โดยจะมีรายละเอียดที่น่าสนใจแค่ไหน? ไปติดตามพร้อม ๆ กับเราได้เลย 

ข้อควรรู้ที่คนรัก โยเกิร์ต ไม่ควรมองข้าม! 

1. กิน โยเกิร์ต ทั้งที “ไม่ควรแช่แข็ง” 

ใครที่ชอบนำโยเกิร์ตไปแช่ช่องฟรีส เพื่อจะได้กินโยเกิร์ตเย็นฉ่ำ ให้ความสดชื่น ฟินทุกคำที่กิน บอกเลยว่าคุณกำลังทำความผิดครั้งยิ่งใหญ่! เพราะการกินโยเกิร์ตให้ได้ประโยชน์สูงสุด “ไม่ควร” นำไปแช่แข็ง เนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตที่ยังมีชีวิตอยู่ จะหยุดการเจริญเติบโต เมื่อคุณกินเข้าจุลินทรีย์ดังกล่าว ก็ไม่สร้างให้ประโยชน์อะไรกับร่างกายของคุณได้อีกแล้ว 

2. กิน โยเกิร์ต ตอนเช้า “ช่วยดูดซึมอาหาร” ได้เต็มที่ 

หลายคนมักจะสงสัยว่าควรกินโยเกิร์ตเวลาไหน ถึงจะได้ประโยชน์สูงที่สุด? จริง ๆ แล้วโยเกิร์ตสามารถกินได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย เย็น ก่อนนอน หรือแม้กระทั่งกินในช่วงที่ท้องว่างก็ยังได้ แต่ถ้าหากคุณเลือกที่จะกินในช่วงเช้า บอกเลยว่าจะช่วยในเรื่องของการขับถ่าย แถมยังทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารเต็มที่ หรือถ้าหากเลือกกินตอนก่อนนอน ก็จะช่วยให้หลับง่ายและสบายขึ้น 

3. ควรเก็บ โยเกิร์ต ไว้ในอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส 

นอกจากการแช่แข็งจะทำให้จุลินทรีย์ไม่มีชีวิตแล้ว การที่ความเย็นไม่เพียงพอก็จะทำให้ โยเกิร์ต หมดคุณภาพได้เช่นกัน ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะนำให้แช่ที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียสจะดีกว่า เนื่องจากเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับแช่โยเกิร์ต แถมยังส่งผลต่อระยะเวลาในการเก็บรักษาประมาณ 10 วันด้วย 

เป็นอย่างไรกันบ้าง? สำหรับข้อควรรู้เกี่ยวกับ โยเกิร์ต ที่เรานำมาบอกต่อเมื่อข้างต้น คิดไม่ถึงเลยใช่ไหมล่ะ? ว่าโยเกิร์ตเพียงแค่ 1 ถ้วยจะมีข้อควรรู้เยอะมากขนาดนี้ ซึ่งถ้าหากคุณสามารถทำตามที่เราบอกไปได้ครบทุกข้อ รับรองว่าคุณจะได้รับประโยชน์จากการกินโยเกิร์ตแบบเต็ม ๆ เนื่องจากจุลินทรีย์ต่าง ๆ สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการช่วยระบบขับถ่าย นอนหลับง่าย รวมถึงยังช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีโรคภัยไข้เจ็บมาระรานน้อยลงหลายเท่าตัวเลยล่ะ เรียกได้ว่า “เล็กพริกขี้หนู” จริง ๆ

About the author

Leave a Reply

Your email address will not be published.